Body Oil ยี่ห้อไหนดี ซึมไว ไม่เหนอะ เหมาะกับผิวแห้งและอากาศร้อน
รวม 10 สินค้ายอดนิยม: Body Oil ยี่ห้อไหนดี สำหรับผิวแห้งที่อยากได้น้ำมันบำรุงซึมไว ไม่เหนอะติดเสื้อ และใช้ในอากาศร้อนได้สบายผิว เจาะลึกจุดเด่น สเปก และความคุ้มค่า อ่านคู่มือเลือกซื้อที่นี่!
ตัวเลือกแนะนำ
รีวิวแต่ละรุ่น
Pinnara Coconut Body Oil Serum เซรั่มน้ำมันมะพร้าว
- ส่วนผสมบำรุง: น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาร์แกน วิตามินอี และอนุพันธ์วิตามินซี
- น้ำมันมะพร้าว: เวอร์จินโคโคนัทออยล์ผ่านกระบวนการสกัดเย็น
- ฐานเนื้อสัมผัส: ซิลิโคนช่วยให้เซรั่มเกลี่ยลื่นและสัมผัสเบา
- การดูแลหลายจุด: ใช้ได้กับผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม
- ปริมาณ: 85 มล.
BEAUTILAB Anti-Aging Shimmering Body Oil บอดี้ออยล์
- สารบำรุงเด่น: บาคูชิออล น้ำมันอาร์แกน และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน
- วิตามินบำรุง: วิตามินอี
- ประกายผิว: ไมกาและแร่สะท้อนแสงเนื้อละเอียด
- ตัวเลือกกลิ่น: พีชเนคทาร์ เฮฟเวนลีบลิส และชากาชากา
- เนื้อสัมผัส: ออยล์บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ
- ปริมาณ: 100 มล.
Smooth E Therapy Essence Body Oil
- คอมเพล็กซ์บำรุง: ไบโอ-เทนอยด์ ผสานบาคูชิออล ซีบัคธอร์น และโรสฮิป
- น้ำมันเสริม: สวีทอัลมอนด์ ดอกคำฝอย ขมิ้น และแมคคาเดเมีย
- คุณสมบัติสูตร: ปราศจากมิเนอรัลออยล์ พาราเบน และซิลิโคน
- เนื้อสัมผัส: ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ
- พื้นที่ใช้: ใบหน้าและลำตัว
- ปริมาณ: 60 มล.
Body Oil ยี่ห้อไหนดี ซึมไว ไม่เหนอะ เหมาะกับผิวแห้งและอากาศร้อน
เลือก Body Oil สำหรับผิวแห้งและอากาศร้อน ดูอะไรบ้างถึงจะไม่ซื้อผิดแบบ
หลังอาบน้ำแล้วผิวแขนขารู้สึกแห้งตึง การมีบอดี้ออยล์ที่เข้ากับผิวช่วยให้ช่วงเวลาทาผิวสบายขึ้นเยอะค่ะ โดยเฉพาะคนที่อยากได้สัมผัสนุ่มลื่น ดูมีความโกลว์กำลังสวย และยังใส่เสื้อผ้าต่อได้แบบไม่รู้สึกว่ามีน้ำมันเคลือบตัวอยู่ตลอดเวลา ตัวที่หยิบใช้แล้วสบายผิวจริงมักกลายเป็นขวดที่เราใช้ต่อเนื่องได้ง่ายกว่า
จุดที่ทำให้เลือกยากคือบอดี้ออยล์หลายตัวดูคล้ายกันมาก ทั้งคำว่าซึมไว เนื้อเบา หรือช่วยเติมความชุ่มชื้น แต่เวลาอยู่บนผิวจริงกลับมีบุคลิกต่างกันค่ะ บางสูตรเด่นที่ความลื่นเบา บางสูตรพาความหอมมาด้วยค่อนข้างชัด บางตัวทำให้ผิวเล่นแสงสวยเป็นพิเศษ การเลือกให้เข้ากับชีวิตประจำวันจึงช่วยลดโอกาสซื้อมาแล้ววางทิ้งเพราะเหนอะเกินหรือกลิ่นไม่ใช่สไตล์เรา
ใครกำลังคิดว่า Body Oil ยี่ห้อไหนดี ลองนึกภาพตอนใช้จริงก่อนค่ะ ถ้าเป็นคนอาบน้ำเสร็จแล้วรีบแต่งตัว เนื้อที่กระจายง่ายและไม่ทิ้งความหนืดนานจะเข้ามือกว่า คนที่ชอบฉีดน้ำหอมอยู่แล้วอาจถูกใจกับกลิ่นอ่อนหรือกลิ่นที่ไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนคนที่ชอบใส่เสื้อแขนกุด กระโปรง หรือออกงาน ก็อาจสนุกกับออยล์ที่ทำให้แขน ขา และไหล่ดูเรียบลื่นมีประกายมากขึ้น
ด้านล่างเราแยก 3 ตัวเลือกเด่นไว้ให้เทียบภาพรวมก่อน แล้วต่อด้วยรายละเอียดครบทั้ง 10 ตัวเลือกตามลำดับเดิม ทั้งสายเนื้อเบาสำหรับใช้หลังอาบน้ำ สายหอม สายผิวโกลว์ และตัวที่ใช้ดูแลได้หลายบริเวณ จะได้มองออกง่ายขึ้นว่าขวดไหนน่าเข้ากับผิวและตารางชีวิตของเราค่ะ
3 ตัวเลือกเด่นสำหรับคนที่กำลังเลือก Body Oil
| ตัวเลือกเด่น | จุดเด่นสำคัญ | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| 🥇 Journal Body Oil 30 ml. เลือกกลิ่นได้ | น้ำมันพืชหลายชนิด เนื้อบางเบาซึมไว มี 8 กลิ่น | คนที่ชอบเปลี่ยนกลิ่นตามวันและอยากได้ขวดกะทัดรัด |
| 🥈 Journal First Love Body Oil กลิ่นหวานฉ่ำจากลูกแพร์ | น้ำมันพืชหลายชนิด คู่กลิ่นลูกแพร์ ดอกไม้ และไม้หอม | คนที่ชอบผิวนุ่มพร้อมกลิ่นหวานโรแมนติก |
| 🥉 Pinnara Coconut Body Oil Serum เซรั่มน้ำมันมะพร้าว | น้ำมันมะพร้าว อาร์แกน วิตามินอี ใช้ได้ทั้งผิวและเส้นผม | คนที่อยากลดจำนวนผลิตภัณฑ์หลายชิ้น |
เลือก Body Oil แบบไหนให้เหมาะกับโจทย์และการดูแลผิวของคุณ
1. ผิวแห้งหลังอาบน้ำ อยากทาแล้วแต่งตัวต่อได้ง่าย
น้ำมันเมล็ดองุ่น ทานตะวัน มะพร้าว อาร์แกน และสวีทอัลมอนด์ ช่วยให้ผิวแห้งสัมผัสนุ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งออยล์เนื้อหนัก: Journal Body Oil 30 ml. เลือกกลิ่นได้ เหมาะกับคนที่อยากหยิบออยล์มาลูบแขนขาหลังอาบน้ำแล้วใช้ชีวิตต่อได้คล่องค่ะ เนื้อถูกวางมาให้บางเบาและซึมไว พร้อมกลิ่นให้เลือกถึง 8 แบบ ตั้งแต่โทนไม้ ผลไม้ ไปจนถึงดอกไม้ ขนาดกะทัดรัดยังเหมาะกับคนที่อยากลองเปลี่ยนกลิ่นไปเรื่อย ๆ มากกว่าซื้อขวดใหญ่กลิ่นเดียว แต่เพราะทุกตัวเลือกเน้นความหอม คนที่ไม่อยากให้กลิ่นผลิตภัณฑ์บำรุงเด่นมากต้องเลือกโทนกลิ่นให้เข้ากับตัวเองดี ๆ ค่ะ
น้ำมันพืชหลายชนิดคู่กลิ่นลูกแพร์และดอกไม้ ช่วยให้ผิวนุ่มพร้อมความหอมหวานที่ค่อย ๆ เปลี่ยนบนผิว: Journal First Love Body Oil กลิ่นหวานฉ่ำจากลูกแพร์ ให้บรรยากาศต่างจากออยล์ที่เน้นบำรุงเงียบ ๆ ค่ะ เปิดด้วยลูกแพร์ ลาเวนเดอร์ และชาเอิร์ลเกรย์ ก่อนตามด้วยดอกไม้ รัม กุหลาบ และโทนไม้หอม เหมาะกับคืนที่อาบน้ำเสร็จแล้วอยากให้ผิวทั้งลื่นนุ่มและหอมในขั้นตอนเดียว เนื้อออยล์ยังบางเบาและซึมไว จึงไม่ทำให้ความหอมต้องแลกกับสัมผัสหนัก แต่คนที่ชอบกลิ่นสะอาดจางมากอาจรู้สึกว่า First Love มีบุคลิกหวานชัดกว่าสไตล์ที่คุ้นเคยค่ะ
น้ำมันมะพร้าวและอาร์แกนบนเบสสัมผัสลื่น ช่วยให้ผิวและปลายผมดูนุ่มเรียบขึ้นโดยไม่ต้องหยิบหลายขวด: Pinnara Coconut Body Oil Serum เซรั่มน้ำมันมะพร้าว เหมาะกับโต๊ะเครื่องแป้งที่อยากลดของให้เหลือน้อยชิ้นค่ะ สูตรมีเวอร์จินโคโคนัทออยล์ น้ำมันอาร์แกน วิตามินอี และอนุพันธ์วิตามินซี พร้อมซิลิโคนที่ช่วยให้เกลี่ยลื่น ใช้ได้กับใบหน้า ผิวกาย และเส้นผม วันไหนแขนขาแห้งพร้อมกับปลายผมฟูสามารถหยิบขวดเดียวดูแลต่อเนื่องได้เลย จุดที่ต้องคิดเผื่อคือเมื่อใช้หลายบริเวณเป็นประจำ ปริมาณ 85 มล. จะลดไวกว่าใช้เฉพาะผิวกายค่ะ
2. อยากได้ผิวโกลว์หรือความหอมมีบุคลิก แต่ยังไม่ชอบออยล์หนัก
บาคูชิออล อาร์แกน ทานตะวัน และชิมเมอร์ละเอียด ช่วยให้แขนขาดูนุ่มลื่นและเล่นแสงสวยขึ้นทันที: BEAUTILAB Anti-Aging Shimmering Body Oil บอดี้ออยล์ เหมาะกับวันที่หยิบเดรส เสื้อเปิดไหล่ หรืออยากให้ผิวขาดูมีมิติเวลาเจอแสงค่ะ นอกจากน้ำมันบำรุงและวิตามินอีแล้ว สูตรยังมีไมกาและแร่สะท้อนแสงเนื้อละเอียด จึงลดขั้นตอนการลงออยล์แล้วตามด้วยผลิตภัณฑ์เพิ่มประกายแยกอีกชิ้น เนื้อถูกออกแบบมาให้บางเบาและไม่เหนียวมาก มีตัวเลือกกลิ่นพีชเนคทาร์ เฮฟเวนลีบลิส และชากาชากา เหมาะกับสายผิวโกลว์มากกว่าคนที่ต้องการผิวแมตต์สนิทค่ะ
โรสฮิป อีฟนิ่งพริมโรส และน้ำมันกุหลาบในเนื้อดรายออยล์ ช่วยให้ผิวแห้งหยาบนุ่มลื่นโดยไม่รู้สึกเคลือบหนา: Erb Wine & Roses Body Oil กลิ่นไวน์กุหลาบ น่าเข้าทางคนที่ชอบบรรยากาศสปาหลังอาบน้ำค่ะ เนื้อดรายออยล์ทำให้ทาบริเวณแขน ขา หรือข้อศอกได้สบายกว่าน้ำมันที่มีสัมผัสข้น ขณะเดียวกันกลิ่นไวน์และกุหลาบให้โทนอบอุ่นนุ่มลึกชัดเจน ขนาด 230 มล. เหมาะกับการวางใช้ที่บ้านและทาผิวกายเป็นประจำ คนที่ใช้น้ำหอมหลักทุกวันอาจต้องดูว่าคาแรกเตอร์กุหลาบของออยล์ไปด้วยกันกับกลิ่นที่ฉีดอยู่หรือไม่ค่ะ
น้ำมันงาเนื้อเบาช่วยลดความแห้งตึงหลังอาบน้ำ และกระจายบนผิวหมาดได้ง่ายจนแต่งตัวต่อสะดวก: Neutrogena Body Oil Light Sesame เป็นตัวเลือกตรงโจทย์มากสำหรับคนที่อยากได้ความรู้สึกแบบออยล์ แต่ไม่ชอบผิวมันหนักค่ะ สูตรใช้เมล็ดงาขาวเป็นหัวใจของการเคลือบผิวและมีสัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ซึมเร็ว เหมาะกับการลูบบนผิวหมาดหลังอาบน้ำแล้วตามด้วยเสื้อผ้าได้คล่องขึ้น ขนาด 250 มล. ยังเหมาะกับการใช้แขนและขาต่อเนื่อง ตัวสูตรปกติมีกลิ่นหอมอ่อน จึงเข้ากับคนที่อยากได้ความหอมแบบไม่เน้นบุคลิกน้ำหอมมากนักค่ะ
3. อยากบำรุงผิวละเอียดขึ้นและชอบเนื้อที่ซึมไว
บาคูชิออล ซีบัคธอร์น โรสฮิป และน้ำมันพืชหลายชนิด ช่วยให้ผิวแห้งหยาบสัมผัสยืดหยุ่นและเรียบลื่นขึ้น: Smooth E Therapy Essence Body Oil เหมาะกับคนที่มองหามากกว่าความลื่นหลังทา และอยากดูแลบริเวณที่สัมผัสแห้งหรือดูไม่เรียบเนียนเป็นพิเศษค่ะ สูตรมีทั้งสวีทอัลมอนด์ ดอกคำฝอย ขมิ้น และแมคคาเดเมีย พร้อมคอมเพล็กซ์ที่รวมบาคูชิออล ซีบัคธอร์น และโรสฮิป จุดที่น่าสนใจคือใช้ได้ทั้งใบหน้าและลำตัว พร้อมระบุว่าปราศจากมิเนอรัลออยล์ พาราเบน และซิลิโคน เนื้อซึมไวทำให้หยิบใช้สะดวก แต่ขนาด 60 มล. จะเหมาะกับการเน้นเฉพาะบริเวณมากกว่าการเททาทั่วตัวแบบหนักมือค่ะ
โจโจบาและเชียบัตเตอร์ช่วยให้ผิวแห้งกลับมานุ่ม พร้อมเนื้อบางเบาที่ไม่ทิ้งความเหนอะหนักหลังอาบน้ำ: THE FACE SHOP PERFUME SEED RICH BODY OIL จับคู่การบำรุงกับความหอมแบบเพอร์ฟูมอย่างชัดเจนค่ะ กลิ่นจัสมินแนวโรแมนติกทำให้หลังอาบน้ำสามารถลูบผิวแล้วได้ทั้งความนุ่มและกลิ่นติดตัวในคราวเดียว ขนาด 250 มล. เหมาะกับคนที่ตั้งใจใช้ทั่วแขนขาเป็นประจำมากกว่าการแต้มเฉพาะจุด เนื้อซึมเร็วช่วยให้ความรู้สึกโดยรวมยังเบาสบาย ส่วนคนที่ใช้น้ำหอมหลายกลิ่นอยู่แล้วต้องเผื่อพื้นที่ให้จัสมินของตัวนี้ด้วย เพราะความหอมเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ใช้งานค่ะ
4. ชอบกลิ่นสดชื่นหรืออ่อนหวานที่ทำให้การทาผิวเพลินขึ้น
เมล็ดองุ่น มะกอกออร์แกนิก น้ำมันส้มหวาน และวิตามินอี ช่วยให้ผิวนุ่มพร้อมกลิ่นลูกแพร์ฟรีเซียที่โปร่งสดใส: Erb Dazzling Spring Body Oil เหมาะกับเช้าที่อยากได้กลิ่นฟรุตตี้ฟลอรัลมากกว่าโทนกุหลาบหวานลึกค่ะ เนื้อออยล์บางเบาและซึมไว ขณะที่น้ำมันเมล็ดองุ่นกับมะกอกช่วยเติมความลื่นนุ่มให้ผิวแห้ง ส่วนลูกแพร์และดอกฟรีเซียทำให้บรรยากาศหลังทาดูสดชื่นขึ้น ขนาด 230 มล. ใช้กับแขนขาได้เต็มที่ เหมาะกับคนที่ชอบให้บอดี้ออยล์ทำหน้าที่เป็นทั้งขั้นตอนบำรุงและกลิ่นประจำตัวเบา ๆ ในเวลาเดียวกันค่ะ
วิตามินซี วิตามินอี ไนอะซินาไมด์ คาโมมายล์ และลาเวนเดอร์ ช่วยให้ผิวแห้งสัมผัสนุ่มเรียบพร้อมเนื้อที่ซึมไว: Double Bloom Body Oil เป็นตัวเลือกที่เข้ากับคนชอบกลิ่นอ่อนหวานแนวสมุนไพรค่ะ สูตรมีตัวเลือกกลิ่นฟักข้าวและวนิลาราตรี ทำให้เลือกอารมณ์ความหอมได้ต่างกัน ขณะเดียวกันคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ และเบสออยล์ช่วยเสริมสัมผัสผิวให้นุ่มสบายขึ้นหลังอาบน้ำ เนื้อไม่เหนียวหนักจึงเหมาะกับอากาศร้อนและคนที่อยากทาผิวได้บ่อย ข้อที่ต้องชั่งใจก่อนซื้อคือทั้งสองตัวเลือกยังมีความหอมเป็นส่วนหนึ่งของสูตร คนที่ต้องการบอดี้ออยล์แทบไม่มีกลิ่นอาจมองหาบุคลิกอื่นมากกว่าค่ะ
จุดที่ต้องรู้และข้อควรระวังก่อนซื้อ Body Oil
1. ของที่แอบเด่นกว่าน้ำมันบำรุง: น้ำหอมและชิมเมอร์เปลี่ยนประสบการณ์ใช้ได้เยอะ
- กลิ่นติดผิวมากกว่าที่คิด: บอดี้ออยล์ที่วางตัวเป็นสายหอมหรือเพอร์ฟูมสามารถอยู่ใกล้ผิวตลอดวัน ถ้าฉีดน้ำหอมอีกกลิ่นทับ คาแรกเตอร์อาจชนกันจนกลิ่นที่ตั้งใจใช้เปลี่ยนไป เลือกโทนกลิ่นในทิศทางเดียวกัน หรือให้ผลิตภัณฑ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นตัวนำ จะจัดกลิ่นบนตัวได้ง่ายกว่าค่ะ
- ประกายมีโอกาสติดผ้า: ชิมเมอร์ช่วยให้แขน ขา และไหล่เล่นแสงสวยมาก แต่การลงหนักบริเวณที่เสื้อแนบตัวทำให้ประกายหรือคราบออยล์สัมผัสเนื้อผ้าได้ง่าย ใช้ปริมาณบาง ๆ เฉพาะจุดที่อยากโชว์ผิว จะได้ความโกลว์โดยไม่ต้องลงทั่วตัวค่ะ
2. ทาผิดจังหวะแล้วเนื้อเบาก็รู้สึกหนักได้
- ผิวหมาดช่วยเกลี่ยง่าย: หลังอาบน้ำที่ผิวยังมีความชื้นเล็กน้อย ออยล์จะกระจายบนพื้นที่กว้างได้ง่ายกว่า ทำให้ใช้ปริมาณน้อยลงและได้ฟิล์มบางสม่ำเสมอ ถ้าเทเยอะบนผิวที่แห้งสนิทตั้งแต่แรก ความลื่นอาจค้างนานจนรู้สึกเหนอะในอากาศร้อนค่ะ
- ออยล์วางท้ายขั้นตอน: วันที่ใช้โลชั่นหรือผลิตภัณฑ์เนื้อน้ำร่วมด้วย ให้เนื้อที่มีน้ำสัมผัสผิวก่อนแล้วค่อยตามด้วยออยล์เพื่อเคลือบความชุ่มชื้น หากเริ่มด้วยน้ำมันหนา ๆ เนื้อบำรุงที่ลงตามหลังอาจเกลี่ยได้ไม่สม่ำเสมอและทำให้ผิวรู้สึกมีหลายชั้นเกินไปค่ะ
3. ของเดิมบนโต๊ะเครื่องแป้งอาจทำให้ขวดใหม่ใช้ยากกว่าที่คิด
- น้ำหอมหลายชั้นชนกัน: โลชั่นหอม บอดี้ออยล์หอม และน้ำหอมหลักต่างมีบุคลิกของตัวเอง ถ้าทั้งสามชิ้นเด่นพร้อมกัน กลิ่นสุดท้ายอาจไม่เหมือนที่ชอบตอนลองแยกชิ้น เลือกหนึ่งชิ้นเป็นกลิ่นหลักแล้วให้อีกชิ้นเบาลง จะทำให้แต่งกลิ่นง่ายกว่าในชีวิตประจำวันค่ะ
- ผิวกายไม่ได้แปลว่าใช้ทุกจุด: บางสูตรระบุชัดว่าใช้ได้กับใบหน้าหรือเส้นผม แต่บอดี้ออยล์อีกหลายตัวออกแบบมาสำหรับผิวกายและอาจมีน้ำหอมหรือชิมเมอร์เป็นองค์ประกอบ การเอาขวดที่ไม่ได้ระบุการใช้หลายบริเวณไปทาหน้าหรือผมตามกันทั้งหมด อาจได้สัมผัสที่ไม่เข้ากับพื้นที่นั้นค่ะ
4. ขวดที่ดูคุ้มอาจสิ้นเปลือง ถ้าหัวจ่ายคุมปริมาณยาก
- เทเกินครั้งละมาก ๆ: ออยล์ไหลเร็วและมือที่มีน้ำมันจับขวดได้ลื่น ถ้าปากขวดปล่อยเนื้อออกมาทีละมาก การทาแต่ละครั้งจะใช้เกินกว่าที่ตั้งใจและขวดหมดเร็วกว่าปริมาณที่เห็นตอนซื้อ หัวปั๊มหรือช่องจ่ายที่ควบคุมได้ละเอียดช่วยให้กะปริมาณง่าย โดยเฉพาะคนที่ใช้ทุกวันค่ะ
- ขนาดใหญ่เหมาะกับวางบ้าน: ขวดใหญ่ให้ปริมาณสำหรับทาแขนขาได้ต่อเนื่อง แต่พกเดินทางแล้วกินพื้นที่และมีโอกาสเลอะกระเป๋ามากกว่า ส่วนขวดเล็กหยิบง่ายและเหมาะกับการลองกลิ่นก่อน ทว่าคนที่เททาทั่วตัวทุกวันจะเห็นระดับออยล์ลดเร็ว จุดคุ้มค่าจึงอยู่ที่ปริมาณที่เราใช้จริงในแต่ละครั้งมากกว่ามองขนาดขวดอย่างเดียวค่ะ
สรุปเลือก Body Oil แบบไหนเหมาะกับคุณ
ถ้าชอบสลับกลิ่นและอยากเริ่มจากขวดกะทัดรัด Journal Body Oil 30 ml. เลือกกลิ่นได้ เป็นตัวที่หยิบสนุก ส่วนคนรักกลิ่นลูกแพร์หวานโรแมนติกจะเห็นบุคลิกชัดกว่าใน Journal First Love Body Oil และถ้าอยากใช้ดูแลทั้งผิวกับเส้นผม Pinnara Coconut Body Oil Serum ช่วยลดจำนวนขวดบนโต๊ะได้ดีค่ะ ฝั่งคนที่ให้ความสำคัญกับสัมผัสเบาหลังอาบน้ำ Neutrogena Body Oil Light Sesame ตรงโจทย์มาก ขณะที่สายแต่งตัวโชว์ผิวมี BEAUTILAB Shimmering Body Oil สำหรับเพิ่มประกาย ส่วน Erb Wine & Roses, THE FACE SHOP PERFUME SEED RICH BODY OIL, Erb Dazzling Spring Body Oil และ Double Bloom Body Oil จะเด่นขึ้นมาเมื่อความหอมเป็นส่วนหนึ่งของความสุขตอนทาผิว สำหรับคนที่อยากเน้นส่วนผสมดูแลผิวหลายชนิดและใช้เฉพาะบริเวณ Smooth E Therapy Essence Body Oil ก็มีแนวทางต่างออกไปชัดเจนค่ะ
เอาเข้าจริงแล้ว บอดี้ออยล์ที่คุ้มคือขวดที่ทาแล้วเรายังอยากหยิบใช้อีกในวันถัดไปค่ะ สัมผัสหลังทาต้องเข้ากับอากาศและเสื้อผ้าที่ใส่ กลิ่นต้องอยู่ในระดับที่เราสบายใจ และปริมาณต่อครั้งต้องไม่ทำให้รู้สึกเสียดายจนไม่กล้าใช้ หากเลือกจากสามเรื่องนี้พร้อมกัน ผิวแห้งหลังอาบน้ำก็มีโอกาสได้ทั้งความนุ่ม ชุ่มชื้น และความโกลว์สวยในแบบที่อยู่กับชีวิตประจำวันของเราได้จริงนะคะ
