Retinol ยี่ห้อไหนดี ช่วยดูแลริ้วรอยและผิวไม่เรียบ แบบไหนเหมาะกับผิวแพ้ง่าย
รวม 10 สินค้ายอดนิยม: Retinol ยี่ห้อไหนดี สำหรับมือใหม่ผิวขาดน้ำ เลือกแบบไหนให้ช่วยเรื่องริ้วรอยและผิวไม่เรียบโดยไม่ทำให้แสบ แห้ง หรือลอกง่าย เจาะลึกจุดเด่น สเปก และความคุ้มค่า อ่านคู่มือเลือกซื้อที่นี่!
ตัวเลือกแนะนำ
CERAVE Resurfacing Retinol Serum
เหมาะสำหรับ: ผิวมีรอยหลังสิวและรูขุมขนเด่น
THESKINLIST Retinol Booster Night Perfecting Lotion
เหมาะสำหรับ: คนที่ขยับจากเรตินอลสูตรเริ่มต้น
La Roche-Posay Retinol B3 Serum
เหมาะสำหรับ: ผิวบอบบางที่เริ่มกังวลริ้วรอย
รีวิวแต่ละรุ่น
- เรตินอยด์: Encapsulated Retinol
- เกราะผิว: เซราไมด์จำเป็น 3 ชนิด
- ส่วนผสมเสริม: ไนอะซินาไมด์
- ผิวดูกระจ่างใส: สารสกัดรากชะเอม
- สูตรผลิตภัณฑ์: ไม่มีน้ำหอมเติมเพิ่มและไม่มีพาราเบน
- เรตินอยด์: Retinol และ Retinal
- ผิวดูสม่ำเสมอ: ไนอะซินาไมด์
- เติมความชุ่มชื้น: แพนทีนอลและกลีเซอรีน
- ส่วนผสมปลอบผิว: สารสกัดชะเอม
- สูตรผลิตภัณฑ์: ไม่มีน้ำหอมและแอลกอฮอล์
- เรตินอล: 0.3%
- ส่วนผสมปลอบผิว: วิตามินบี 3
- ความชุ่มชื้น: กลีเซอรีน
- เนื้อสัมผัส: เซรั่มบางเบา
- ช่วงใช้งาน: สูตรสำหรับบำรุงตอนกลางคืน
- อนุพันธ์วิตามินเอ: HPR Complex Solution 2%
- เปปไทด์: Peptide Wrinkle Lock 1%
- สารสกัดข้าวโอ๊ต: 4%
- เนื้อสัมผัส: เซรั่มบางเบา ซึมไว
- สูตรผลิตภัณฑ์: ไม่มีน้ำหอมและพาราเบน
- เรตินอลแบบห่อหุ้ม: Encapsulated Retinol 3%
- ชาเขียว: Forest Green Tea 3%
- เปปไทด์: Matrixyl Synthe'6 MBAL 2%
- ระบบเติมน้ำ: Aquaxyl
- ส่วนผสมปลอบผิว: Pacifeel
- เรตินอล: 10 ppb
- เรตินอยด์เสริม: Retinal
- ส่วนผสมร่วม: Bakuchiol
- ความชุ่มชื้น: ไฮยาลูรอนหลายรูปแบบ
- ผิวดูสม่ำเสมอ: ไนอะซินาไมด์
- สูตรผลิตภัณฑ์: มีน้ำหอม
- เรตินอล: Pure Retinol 0.5%
- เบสน้ำมัน: สควาเลนจากพืช
- สารต้านอนุมูลอิสระ: Tocotrienol
- ส่วนผสมเสริม: วิตามินอี
- เนื้อสัมผัส: ออยล์เซรั่ม
- เรตินอล: High-Purity Retinol 0.015%
- ระบบนำส่ง: Liposome Technology
- ส่วนผสมปลอบผิว: ซิก้า
- ผิวดูสม่ำเสมอ: ไนอะซินาไมด์
- เกราะผิว: Ceramide NP
- ความชุ่มชื้น: ไฮยาลูรอนและเบต้ากลูแคน
- เรตินอยด์: Pure Retinol
- ส่วนผสมร่วม: Probiotic Fractions
- ความชุ่มชื้น: ไฮยาลูรอน
- เปปไทด์: Palmitoyl Tripeptide-1 และ Tetrapeptide-7
- สารต้านอนุมูลอิสระ: วิตามินอี
- สูตรผลิตภัณฑ์: ไม่มีน้ำหอม สี และซิลิโคน
- เรตินอล: 1.7% แบบ 3-Layer Release
- ไฟโตเรตินอล: 2.2%
- ไนอะซินาไมด์: 5%
- ซิก้า: 4%
- ระบบปลดปล่อย: เรตินอลแบบค่อย ๆ ปลดปล่อย 3 ชั้น
Retinol ยี่ห้อไหนดี ช่วยดูแลริ้วรอยและผิวไม่เรียบ แบบไหนเหมาะกับผิวแพ้ง่าย
เลือก Retinol สำหรับมือใหม่ผิวขาดน้ำ ดูอะไรบ้างถึงจะไม่ซื้อผิดแบบ
การเริ่มใช้เรตินอลมักมาพร้อมความหวังเล็ก ๆ ว่าอยากเห็นผิวที่ดูละเอียดขึ้น ริ้วรอยแรก ๆ ดูนุ่มนวลลง และตื่นมาแล้วรู้สึกว่าผิวดูสดใสกว่าเดิมค่ะ โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มสังเกตว่าผิวไม่เรียบเหมือนเมื่อก่อน หรือแต่งหน้าแล้วเห็นร่องเล็ก ๆ ชัดขึ้น การมีตัวช่วยที่เข้ากับผิวจริงจะทำให้การดูแลตัวเองตอนกลางคืนรู้สึกง่ายและน่าใช้ต่อมากกว่าเดิม
จุดที่ทำให้หลายคนลังเลตอนจะซื้อจริง คือเรตินอลแต่ละสูตรดูคล้ายกันมาก แต่ประสบการณ์บนผิวอาจต่างกันพอสมควรค่ะ บางคนต้องการแรงส่งเรื่องริ้วรอยมากขึ้น ขณะที่คนผิวขาดน้ำอาจให้ความสำคัญกับความนุ่มและความสบายผิวก่อน เพราะถ้าทาแล้วแห้งตึง เป็นขุย หรือแสบจนต้องพักบ่อย สุดท้ายต่อให้สูตรดูน่าสนใจก็อาจไม่ได้หยิบมาใช้อย่างต่อเนื่อง
ถ้ากำลังคิดว่า Retinol ยี่ห้อไหนดี ลองมองภาพตัวเองตอนก่อนนอนค่ะ มือใหม่ผิวแห้งอาจถูกใจกับสูตรที่มีเซราไมด์ ซิก้า หรือแพนทีนอลคอยประคองผิว คนที่เริ่มเห็นริ้วรอยและผิวสัมผัสไม่เรียบอาจมองสูตรที่ขยับความเข้มขึ้นอย่างพอดี ส่วนคนที่ผิวไวมากจะสบายใจกว่ากับสูตรเรียบง่าย ไม่มีน้ำหอม และไม่ทำให้การลงมอยส์เจอไรเซอร์ต่อยุ่งยาก
ด้านล่างนี้มี 3 ตัวเลือกเด่นให้เทียบภาพรวมกันก่อน แล้วค่อยไล่ดูครบทั้ง 10 สูตรตามสภาพผิวและระดับประสบการณ์ค่ะ จุดสำคัญคือมีตั้งแต่ตัวเลือกที่เน้นเกราะผิวสำหรับช่วงเริ่มต้น ไปจนถึงสูตรที่เหมาะกับคนซึ่งใช้เรตินอลมาระยะหนึ่งและอยากดูแลริ้วรอยจริงจังขึ้น
3 ตัวเลือกเด่นสำหรับคนที่กำลังเลือก Retinol
| ตัวเลือกเด่น | จุดเด่นสำคัญ | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| 🥇 CERAVE Resurfacing Retinol Serum | Encapsulated Retinol คู่เซราไมด์ 3 ชนิดและไนอะซินาไมด์ | ผิวมีรอยหลังสิว รูขุมขนเด่น และอยากประคองเกราะผิว |
| 🥈 THESKINLIST Retinol Booster Night Perfecting Lotion | มีทั้ง Retinol และ Retinal พร้อมแพนทีนอลและไนอะซินาไมด์ | คนที่ขยับจากสูตรเริ่มต้นและอยากดูแลริ้วรอยมากขึ้น |
| 🥉 La Roche-Posay Retinol B3 Serum | Retinol 0.3% พร้อมวิตามินบี 3 และกลีเซอรีน | ผิวบอบบางที่เริ่มกังวลริ้วรอยและผิวไม่เรียบ |
เลือก Retinol แบบไหนให้เหมาะกับโจทย์และการดูแลผิวของคุณ
1. มือใหม่ผิวแห้งหรือขาดน้ำ อยากเริ่มแบบสบายผิว
Encapsulated Retinol คู่เซราไมด์ 3 ชนิด ช่วยดูแลผิวไม่เรียบพร้อมลดความรู้สึกแห้งตึง: CERAVE Resurfacing Retinol Serum เหมาะกับคืนที่อยากดูแลทั้งผิวสัมผัส รอยหลังสิว และเกราะผิวไปพร้อมกันค่ะ เรตินอลแบบห่อหุ้มทำงานร่วมกับเซราไมด์ ไนอะซินาไมด์ และสารสกัดชะเอม จึงเข้ากับคนที่ไม่อยากให้ขั้นตอนเรตินอลรู้สึกโหดกับผิวเกินไป จุดที่ต้องรับรู้ไว้คือสูตรนี้ไม่ได้ระบุเปอร์เซ็นต์เรตินอล จึงเหมาะกับการเลือกจากองค์ประกอบโดยรวมและความสบายผิวมากกว่าการไล่เทียบตัวเลขค่ะ
HPR Complex Solution 2% คู่สารสกัดข้าวโอ๊ต ช่วยดูแลริ้วรอยโดยให้ผิวรู้สึกเบาสบายขึ้น: MizuMi Advance Retinol Ester Serum น่าสนใจสำหรับคนที่มองเรตินอลแล้วกลัวเรื่องหน้าแห้งตั้งแต่ยังไม่เริ่มค่ะ เนื้อบางเบาซึมไว มี Peptide Wrinkle Lock 1% และสารสกัดข้าวโอ๊ต 4% ช่วยเสริมมิติเรื่องความยืดหยุ่นและการปลอบผิว ตัวหลักเป็น Retinoic Ester หรือ HPR จึงต้องเข้าใจตรงกันว่าเป็นอนุพันธ์วิตามินเอ ไม่ใช่ Pure Retinol โดยตรง
High-Purity Retinol 0.015% คู่ซิก้าและเซราไมด์ ช่วยเริ่มดูแลผิวไม่เรียบแบบค่อยเป็นค่อยไป: innisfree Retinol Cica Ampoule เหมาะกับคนผิวไวที่อยากมีเรตินอลอยู่ในขั้นตอนก่อนนอนโดยยังให้ความสำคัญกับความชุ่มชื้นมากค่ะ สูตรมีซิก้า Ceramide NP ไฮยาลูรอน เบต้ากลูแคน และระบบไลโปโซม พอลงบนผิวแล้วจึงเหมาะกับคืนที่อยากตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ได้ง่าย ความเข้มข้นระดับนี้ค่อนข้างเบาสำหรับคนที่ใช้เรตินอลแรงกว่ามานานแล้วค่ะ
2. ริ้วรอยเริ่มมาและผิวดูไม่เรียบ อยากเพิ่มประสิทธิภาพแบบมีตัวช่วยประคอง
Retinol และ Retinal คู่แพนทีนอล ช่วยดูแลริ้วรอยพร้อมให้ผิวไม่รู้สึกแห้งโดดเกินไป: THESKINLIST Retinol Booster Night Perfecting Lotion เหมาะกับคนที่ผ่านช่วงเริ่มต้นมาแล้วและอยากขยับการดูแลผิวขึ้นอีกระดับค่ะ สูตรมีเรตินอลสองรูปแบบ พร้อมไนอะซินาไมด์ แพนทีนอล กลีเซอรีน และสารสกัดชะเอม อีกทั้งไม่มีน้ำหอมและแอลกอฮอล์ การมีทั้ง Retinol และ Retinal ทำให้คนที่ผิวยังปรับตัวไม่เก่งเหมาะกับการเว้นคืนในช่วงแรกมากกว่าทาทุกคืนทันที
Retinol 0.3% คู่กลีเซอรีนและวิตามินบี 3 ช่วยให้ผิวดูเรียบขึ้นพร้อมประคองความนุ่มชุ่มชื้น: La Roche-Posay Retinol B3 Serum เป็นตัวเลือกที่ภาพรวมเข้าใจง่ายสำหรับคนเริ่มจริงจังกับริ้วรอยค่ะ เนื้อบางเบาเหมาะกับตอนกลางคืน และมีองค์ประกอบเติมน้ำมาช่วยลดความรู้สึกแห้งตึง พอทาหลังทำความสะอาดผิวแล้วสามารถตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ใช้อยู่ได้ไม่ซับซ้อน แต่ระดับ 0.3% ยังทำให้บางคนแห้งหรือลอกในช่วงแรกได้ จึงให้ผิวค่อย ๆ ปรับตัวจะใช้ง่ายกว่าค่ะ
Pure Retinol คู่เปปไทด์และไฮยาลูรอน ช่วยโฟกัสริ้วรอยที่เห็นชัดขึ้นโดยยังเติมน้ำให้ผิว: Vichy Liftactiv Specialist Retinol Serum เหมาะกับวัยผิวที่เริ่มรู้สึกว่าความแน่นและความเรียบไม่เหมือนเดิมค่ะ สูตรมี Probiotic Fractions, Palmitoyl Tripeptide-1, Tetrapeptide-7 ไฮยาลูรอน และวิตามินอี พร้อมไม่มีน้ำหอม สี และซิลิโคน จุดที่ต้องรู้คือข้อมูลผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุเปอร์เซ็นต์ Pure Retinol จึงไม่สามารถเทียบความแรงจากตัวเลขกับสูตรอื่นแบบตรง ๆ ได้ค่ะ
3. ผิวระคายง่าย อยากได้สูตรที่มีมิติปลอบผิวและเติมน้ำ
Encapsulated Retinol 3% ในคอมเพล็กซ์คู่ระบบเติมน้ำ ช่วยดูแลริ้วรอยโดยไม่ทิ้งความชุ่มชื้นไว้ข้างหลัง: INGU Green Tea Retinol Serum Shot จับเรตินอลแบบห่อหุ้มเข้ากับ Forest Green Tea 3%, Matrixyl Synthe’6 MBAL 2%, Aquaxyl และ Pacifeel จึงเหมาะกับคนเมืองที่ผิวดูโทรมง่ายและอยากได้องค์ประกอบดูแลผิวหลายด้านค่ะ ตอนทาก่อนนอนจะได้ทั้งมิติเรื่องผิวสัมผัสและความสบายผิว จุดที่ต้องดูดี ๆ คือ Encapsulated Retinol 3% หมายถึงสัดส่วนของคอมเพล็กซ์วัตถุดิบ ไม่ใช่ Pure Retinol 3% นะคะ
ไฮยาลูรอนหลายรูปแบบคู่ Retinol, Retinal และ Bakuchiol ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นหลังคืนที่อยากเติมน้ำเป็นพิเศษ: SOME BY MI Retinol Intense Daily Mask เข้ากับคนที่ชอบวางแผ่นมาสก์แล้วพักระหว่างเตรียมตัวเข้านอนค่ะ สูตรมีเรตินอล 10 ppb พร้อม Retinal, Bakuchiol, ไนอะซินาไมด์ และไฮยาลูรอนหลายรูปแบบ จึงเน้นความชุ่มชื้นควบคู่กับผิวสัมผัส แต่มีน้ำหอมในสูตร คนที่รู้ตัวว่าผิวไวต่อส่วนผสมแนวนี้อาจรู้สึกไม่สบายผิวเท่าสูตรเรียบง่ายค่ะ
4. ใช้เรตินอลมาระยะหนึ่งแล้ว อยากขยับความเข้มและดูแลต่อเนื่อง
Pure Retinol 0.5% ในเบสสควาเลน ช่วยโฟกัสริ้วรอยและผิวหยาบพร้อมลดความรู้สึกแห้งจากการสูญเสียน้ำ: COSRX OFFICIAL The Retinol 0.5 เหมาะกับคนที่ผิวคุ้นกับเรตินอลแล้วและอยากขยับไปสู่สูตรที่จริงจังขึ้นค่ะ สควาเลนจากพืช วิตามินอี และ Tocotrienol ช่วยเสริมความนุ่มให้เบสออยล์ เวลาทาก่อนนอนจึงให้สัมผัสเคลือบผิวมากกว่าสูตรบางเบา คนผิวมันมากอาจรู้สึกหนักได้ และระดับ 0.5% ไม่ใช่จุดเริ่มที่เป็นมิตรที่สุดสำหรับมือใหม่ค่ะ
Retinol 1.7% แบบ 3-Layer Release คู่ซิก้า ช่วยดูแลริ้วรอยลึกโดยค่อย ๆ ส่งเรตินอลสู่ผิว: Smooth E Retinol Plus Deep Wrinkle Repair เหมาะกับคนที่โฟกัสริ้วรอยชัดและมีประสบการณ์กับกลุ่มวิตามินเอมาบ้างแล้วค่ะ สูตรยังมี Phyto Retinol 2.2%, Niacinamide 5% และ CICA 4% เพื่อเสริมเรื่องผิวไม่เรียบ เกราะผิว และความสบายระหว่างใช้ แม้มีระบบค่อย ๆ ปลดปล่อย 3 ชั้น แต่ภาพรวมของกลุ่มสารแนวเรตินอลอยู่ในสัดส่วนสูง การให้ผิวมีคืนพักจึงช่วยให้ใช้งานต่อเนื่องได้สบายกว่าการรีบทาถี่ค่ะ
จุดที่ต้องรู้และข้อควรระวังก่อนซื้อ Retinol
1. ตัวเลขเปอร์เซ็นต์หน้าสูตรอาจไม่ได้หมายถึง Pure Retinol เท่ากัน
- คอมเพล็กซ์ไม่เท่าตัวสารแท้: ตัวเลขของ Encapsulated Retinol หรือวัตถุดิบคอมเพล็กซ์บางชนิดอาจรวมระบบนำส่งและส่วนประกอบอื่นอยู่ด้วย การเห็น 2% หรือ 3% จึงเอาไปเทียบตรง ๆ กับ Pure Retinol ในเปอร์เซ็นต์เดียวกันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจเข้าใจว่าสูตรแรงกว่าความเป็นจริงค่ะ
- ชื่อกลุ่มวิตามินเอต่างกัน: Retinol, Retinal และ HPR มีลักษณะการใช้งานต่างกัน การมองแค่ตัวเลขแล้วเรียงจากน้อยไปมากอาจพาเลือกผิดระดับผิวได้ ถ้าเพิ่งเริ่ม ให้ความสำคัญกับรูปแบบสารและองค์ประกอบประคองผิวไปพร้อมกันจะเห็นภาพมากกว่าค่ะ
2. ทาหนักและถี่เกินไป ผิวขาดน้ำจะฟ้องก่อนริ้วรอยเปลี่ยน
- เริ่มถี่แล้วแห้งง่าย: การทาเรตินอลหลายคืนติดกันตั้งแต่ช่วงแรกทำให้ผิวบางคนตึง ลอก หรือแสบจนต้องพักยาว ผลคือความต่อเนื่องหายไปหมด เริ่มเว้นคืนแล้วดูว่าหลังล้างหน้าผิวยังนุ่มและสบายหรือไม่ จากนั้นค่อยเพิ่มความถี่ตามการตอบสนองของผิวค่ะ
- ลงบนผิวเปียกยิ่งรู้สึกแรง: ผิวที่เพิ่งล้างและยังชื้นอาจทำให้สารซึมไวขึ้นจนคนผิวไวรู้สึกยิบ ๆ หรือแสบง่ายกว่าเดิม รอให้ผิวแห้งก่อนแล้วค่อยเกลี่ยบาง ๆ จากนั้นตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ จะช่วยให้คืนที่ใช้เรตินอลรู้สึกนุ่มนวลขึ้นค่ะ
3. ของเดิมบนโต๊ะเครื่องแป้งอาจทำให้ผิวรับภาระซ้ำกัน
- กรดผลัดผิวซ้อนกัน: ถ้าคืนเดียวกันมี AHA หรือ BHA เข้ามาเพิ่มอีก ผิวที่ขาดน้ำอยู่แล้วอาจแห้งและลอกง่ายขึ้นมาก แยกคืนใช้งานให้ชัด จะได้ดูออกด้วยว่าตัวไหนทำให้ผิวรู้สึกดีหรือระคายค่ะ
- หลายแอคทีฟพร้อมกัน: การเปิดเรตินอลพร้อมกับสกินแคร์ออกฤทธิ์หลายตัวในช่วงเดียวทำให้ตามหาสาเหตุยากมากเมื่อผิวเริ่มแสบหรือเป็นขุย ลดขั้นตอนคืนที่ใช้เรตินอลให้เหลือของจำเป็น เช่น เติมน้ำ ประคองเกราะผิว และมอยส์เจอไรเซอร์ จะควบคุมความสบายผิวได้ง่ายกว่าค่ะ
4. เนื้อสัมผัสและบรรจุภัณฑ์มีผลกับการใช้จริงมากกว่าที่คิด
- เบสต่างกันเกิดขุยได้: ถ้าชั้นบำรุงก่อนหน้าและมอยส์เจอไรเซอร์ด้านบนเข้ากันไม่ดี การถูหลายรอบอาจทำให้ผลิตภัณฑ์จับตัวเป็นขุยบนหน้า วิธีง่ายที่สุดคือใช้ทีละชั้นบาง ๆ กดหรือเกลี่ยให้น้อยครั้ง และเว้นจังหวะก่อนลงขั้นตอนถัดไปค่ะ
- สารไวต่อสภาพแวดล้อม: เรตินอลเป็นส่วนผสมที่ต้องพึ่งระบบสูตรและบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพ ถ้าผลิตภัณฑ์สัมผัสอากาศหรือแสงมากเกินไป คุณภาพอาจเปลี่ยนก่อนใช้หมด เลือกขนาดที่ใช้ทันในช่วงเวลาปกติของตัวเองและหมุนฝาหรือปิดหัวปั๊มให้เรียบร้อยหลังใช้ จะคุ้มกว่าซื้อขวดใหญ่แล้ววางนานค่ะ
สรุปเลือก Retinol แบบไหนเหมาะกับคุณ
ถ้าเพิ่งเริ่มและอยากให้เรื่องเกราะผิวมาก่อน CERAVE Resurfacing Retinol Serum ให้ภาพรวมที่เป็นมิตรด้วย Encapsulated Retinol และเซราไมด์ ขณะที่ innisfree Retinol Cica Ampoule เหมาะกับคนที่อยากเริ่มเบามากและชอบสูตรมีซิก้ากับสารเติมน้ำ ส่วน MizuMi Advance Retinol Ester Serum จะน่าสนใจสำหรับคนที่เปิดรับ HPR แทน Pure Retinol ค่ะ ถ้าผิวผ่านช่วงเริ่มต้นมาแล้วและต้องการขยับเรื่องริ้วรอย THESKINLIST Retinol Booster Night Perfecting Lotion กับ La Roche-Posay Retinol B3 Serum ให้สมดุลระหว่างสารออกฤทธิ์กับส่วนผสมประคองผิวได้ชัดขึ้น ส่วนคนที่คุ้นกับเรตินอลอยู่แล้วจึงค่อยพิจารณา COSRX OFFICIAL The Retinol 0.5 หรือ Smooth E Retinol Plus Deep Wrinkle Repair ตามระดับที่ผิวรับไหวค่ะ
ความจริงที่คนมักมองข้ามคือ เรตินอลที่เหมาะกับเราที่สุดมักเป็นตัวที่หยิบใช้ต่อได้โดยผิวยังรู้สึกนุ่ม สบาย และเข้ากับสกินแคร์เดิมค่ะ การเร่งความเข้มจนต้องพักเพราะแห้งหรือลอกไม่ได้ช่วยให้เส้นทางดูแลผิวง่ายขึ้นเลย เลือกสูตรที่พอดีกับผิวในวันนี้ แล้วค่อยขยับเมื่อผิวพร้อม จะทำให้การดูแลริ้วรอยและผิวไม่เรียบเป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องได้อย่างสบายใจมากกว่านะคะ
